ท่ามกลางเสียงอึกทึกของโรงเรียนมัธยมปลายในช่วงพักเที่ยง เสียงตะโกนเรียกชื่อเพื่อน เสียงช้อนกระทบจานข้าว และเสียงหัวเราะดังลั่นจากกลุ่มเด็กหลังห้อง กลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลังที่น่ารำคาญสำหรับ 'มิ้น' เด็กสาวร่างบางในชุดนักเรียนที่ดูเรียบร้อยจนเกือบจะจืดจาง เธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของดาดฟ้าโรงเรียน สถานที่ซึ่งเป็นจุดบอดของสายตาครูและนักเรียนคนอื่น แต่มันไม่ใช่ที่ที่เงียบสงบสำหรับเธอเลย เพราะข้างๆ ตัวเธอนั้น มีร่างโปร่งแสงสีเทาหม่นในสภาพที่คอหักพับไปด้านหลัง กำลังจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่เบิกโพลงและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
'ช่วยฉัน... ช่วยฉันล้างแค้นไอ้คนชั่วคนนั้นที!' วิญญาณตนนั้นแผดเสียงโหยหวนที่ดังก้องอยู่ในหัวของมิ้นเพียงคนเดียว แต่มิ้นไม่ได้แสดงท่าทางตกใจ เธอเพียงแต่ถอนหายใจยาวๆ พลางใช้ช้อนตักข้าวผัดเข้าปากอย่างเฉยเมย สำหรับคนอื่น ความตายคือจุดจบ แต่สำหรับมิ้น มันคือจุดเริ่มต้นของ 'งานพาร์ทไทม์' ที่เธอไม่เคยอยากสมัคร
มิ้นเกิดมาพร้อมกับ 'ดวงตา' ที่มองเห็นสิ่งที่คนเป็นไม่เห็น ตั้งแต่จำความได้ โลกของเธอมักจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเดินปะปนอยู่กับผู้คนเสมอ บางตนก็มาขอความช่วยเหลือแบบน่าสงสาร บางตนก็มาหลอกหลอนด้วยความอาฆาต แต่สิ่งที่มิ้นค้นพบเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นคือ วิญญาณเหล่านี้มีความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเรื่องของ 'ตัวเลข' ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์โลกคลั่งไคล้ที่สุด
'ฉันไม่สนใจหรอกว่าคุณจะแค้นใคร' มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะจ้องมองวิญญาณคอหัก 'แต่ถ้าอยากให้ฉันช่วยสืบว่าใครเป็นคนผลักคุณตกตึก หรือช่วยเอาความลับไปแฉให้คนนั้นเสียชื่อเสียง... คุณต้องให้เลขท้ายสามตัวของงวดนี้ที่แม่นยำ 100% เท่านั้น'
วิญญาณตนนั้นหยุดชะงัก ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความจำนน เพราะวิญญาณส่วนใหญ่รู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้คือ 'สะพาน' เดียวที่เชื่อมต่อพวกเขากับโลกแห่งความจริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาร่างทรงที่น่ากลัว ร่างโปร่งแสงนั้นค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบตัวเลขสามตัวที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของมิ้นอย่างชัดเจน มิ้นหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาจดตัวเลขนั้นไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
สำหรับมิ้น เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เงินคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเด็กสาวผู้ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมง่ายขึ้น การมีเงินใช้ไม่ขัดสนทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมหรือค่าอุปกรณ์การเรียนราคาแพง และที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้เธอสามารถซื้อ 'หูฟังตัดเสียง' ราคาแพงเพื่อใช้หลอกตัวเองว่าเธอไม่ได้ยินเสียงโหยหวนของเหล่าวิญญาณที่คอยเดินตามหลังเธอไปทุกที่
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างมิ้นกับโลกหลังความตายไม่ได้มีเพียงแค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ยิ่งเธอช่วยวิญญาณมากเท่าไหร่ เธอกลับเริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักของความเศร้าและความแค้นที่ตกค้างอยู่ในใจของคนเหล่านั้น บางครั้งการแก้แค้นไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่กลับสร้างวงจรความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และในขณะที่เธอกำลังเดินลงจากดาดฟ้า มิ้นสังเกตเห็นวิญญาณตนหนึ่งที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้มาขอให้แก้แค้น แต่เขากลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและคำถามที่เธอยังหาคำตอบไม่ได้
'เธอจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน มิ้น?' เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความรู้สึก
มิ้นไม่ตอบ เธอเพียงแค่กระชับสายกระเป๋าเป้แล้วเดินผ่านฝูงชนในโถงทางเดิน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า เด็กสาวที่ดูเงียบขรึมและไม่มีตัวตนคนนี้ กำลังแบกรับความลับของคนตายไว้เต็มบ่า และกำลังจะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดิมพันกับโชคชะตาที่ถูกกำหนดโดยวิญญาณพยาบาท
'ช่วยฉัน... ช่วยฉันล้างแค้นไอ้คนชั่วคนนั้นที!' วิญญาณตนนั้นแผดเสียงโหยหวนที่ดังก้องอยู่ในหัวของมิ้นเพียงคนเดียว แต่มิ้นไม่ได้แสดงท่าทางตกใจ เธอเพียงแต่ถอนหายใจยาวๆ พลางใช้ช้อนตักข้าวผัดเข้าปากอย่างเฉยเมย สำหรับคนอื่น ความตายคือจุดจบ แต่สำหรับมิ้น มันคือจุดเริ่มต้นของ 'งานพาร์ทไทม์' ที่เธอไม่เคยอยากสมัคร
มิ้นเกิดมาพร้อมกับ 'ดวงตา' ที่มองเห็นสิ่งที่คนเป็นไม่เห็น ตั้งแต่จำความได้ โลกของเธอมักจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเดินปะปนอยู่กับผู้คนเสมอ บางตนก็มาขอความช่วยเหลือแบบน่าสงสาร บางตนก็มาหลอกหลอนด้วยความอาฆาต แต่สิ่งที่มิ้นค้นพบเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นคือ วิญญาณเหล่านี้มีความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะเรื่องของ 'ตัวเลข' ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์โลกคลั่งไคล้ที่สุด
'ฉันไม่สนใจหรอกว่าคุณจะแค้นใคร' มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะจ้องมองวิญญาณคอหัก 'แต่ถ้าอยากให้ฉันช่วยสืบว่าใครเป็นคนผลักคุณตกตึก หรือช่วยเอาความลับไปแฉให้คนนั้นเสียชื่อเสียง... คุณต้องให้เลขท้ายสามตัวของงวดนี้ที่แม่นยำ 100% เท่านั้น'
วิญญาณตนนั้นหยุดชะงัก ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความจำนน เพราะวิญญาณส่วนใหญ่รู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้คือ 'สะพาน' เดียวที่เชื่อมต่อพวกเขากับโลกแห่งความจริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาร่างทรงที่น่ากลัว ร่างโปร่งแสงนั้นค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบตัวเลขสามตัวที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของมิ้นอย่างชัดเจน มิ้นหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาจดตัวเลขนั้นไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
สำหรับมิ้น เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เงินคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเด็กสาวผู้ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมง่ายขึ้น การมีเงินใช้ไม่ขัดสนทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมหรือค่าอุปกรณ์การเรียนราคาแพง และที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้เธอสามารถซื้อ 'หูฟังตัดเสียง' ราคาแพงเพื่อใช้หลอกตัวเองว่าเธอไม่ได้ยินเสียงโหยหวนของเหล่าวิญญาณที่คอยเดินตามหลังเธอไปทุกที่
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างมิ้นกับโลกหลังความตายไม่ได้มีเพียงแค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ยิ่งเธอช่วยวิญญาณมากเท่าไหร่ เธอกลับเริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักของความเศร้าและความแค้นที่ตกค้างอยู่ในใจของคนเหล่านั้น บางครั้งการแก้แค้นไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่กลับสร้างวงจรความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และในขณะที่เธอกำลังเดินลงจากดาดฟ้า มิ้นสังเกตเห็นวิญญาณตนหนึ่งที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้มาขอให้แก้แค้น แต่เขากลับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและคำถามที่เธอยังหาคำตอบไม่ได้
'เธอจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน มิ้น?' เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความรู้สึก
มิ้นไม่ตอบ เธอเพียงแค่กระชับสายกระเป๋าเป้แล้วเดินผ่านฝูงชนในโถงทางเดิน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า เด็กสาวที่ดูเงียบขรึมและไม่มีตัวตนคนนี้ กำลังแบกรับความลับของคนตายไว้เต็มบ่า และกำลังจะเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเดิมพันกับโชคชะตาที่ถูกกำหนดโดยวิญญาณพยาบาท